สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)
ผู้ประกอบการ

คูโบต้า จับมือพันธมิตร เปิดตัว “พิจิตรแซนบ็อกซ์” เปลี่ยนทำนาข้าวคาร์บอนต่ำ
20/02/2026
ข่าวเศรษฐกิจ
นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า การยกระดับภาคเกษตรต้องเดินไปพร้อมกันทั้งเรื่องประสิทธิภาพการผลิต รายได้ของเกษตรกร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การเริ่มต้น พิจิตรแซนบ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ คือการพิสูจน์ว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ สามารถทำได้จริง และสามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศ เพื่อให้ข้าวไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสยามคูโบต้าในฐานะภาคเอกชน ที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันภาคการเกษตรมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 15% หรือปริมาณ 56.8 ล้านตันคาร์บอน สยามคูโบต้าเชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับข้าวไทย โดยเปลี่ยนผ่านจากการผลิตข้าวไทยแบบเดิม สู่ระบบการปลูกข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านการเลือกพื้นที่ที่สามารถขยายผลได้จริง ซึ่งจังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มีความพร้อมทั้งด้านภูมิศาสตร์ ระบบชลประทาน และเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งการทำนาดำคาร์บอนต่ำ คือการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีผลิต โดยหัวใจสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) เพื่อลดการขังน้ำต่อเนื่อง ลดการเกิดก๊าซมีเทนในดิน การบริหารจัดการน้ำ และสามารถใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ รถดำนา และองค์ความรู้ต้องถูกยกระดับไปพร้อมกัน เพราะการผลักดันนาดำคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือเรื่องรายได้ ความมั่นคง และอนาคตของภาคการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงสู่ระบบรับรอง และคาร์บอนเครดิตในอนาคต เปลี่ยนจากชาวนาผู้ปลูกข้าว เป็นผู้มีส่วนช่วยลดโลกร้อน และเป็นทางรอดเพื่อแก้สมการปัญหาโลกร้อนที่ยั่งยืน อีกทั้งปัจจุบันประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญก็ให้ความสำคัญกับการทำนาโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้นประเทศไทยจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันตลาดข้าวของโลก เราจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คุณภาพและปริมาณ แต่ต้องตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ต่อยอดสู่การยกระดับเป็น “จังหวัดต้นแบบข้าวคาร์บอนต่ำ” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ และขยายผลสู่ระดับประเทศต่อไป

ด้านกรมการข้าวได้มีแนวทางขับเคลื่อนการทำข้าวคุณภาพโดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และยกระดับคุณภาพข้าว ในส่วนของข้าวคาร์บอนต่ำนั้นมีการเตรียมพื้นที่ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนจำนวน 1 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน ส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ลดปุ๋ยเคมี การใช้ชีวภัณฑ์ และการใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ลดมลพิษทางอากาศ ลดมลพิษฝุ่นหมอกควัน PM 2.5 นโยบายสร้างระบบรับรอง และฉลากข้าวคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนการปลูกข้าวได้อย่างน้อย 10% และเพิ่มผลผลิต 20% โดยเมื่อได้ผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ราคาจะขยับขึ้นในระดับพรีเมี่ยมประมาณ 10-20% ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มให้ชาวนา เป็นการวางมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวชุมชนและสหกรณ์ ให้สามารถลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อให้ชาวนาได้รับประโยชน์ในระยะยาว

“พิจิตรแซนบ็อกซ์ นับว่าเป็นจังหวัดต้นแบบนาดำ และการทำนาเปียกสลับแห้ง ซึ่งกรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตรเป็นผู้คัดเลือกเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนเข้าร่วมโครงการและร่วมกำหนดกิจกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำสร้างแปลงเรียนรู้แปลงต้นแบบ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรแกนนำ โดยใช้กลไกพื้นที่นำร่องก่อนขยายทั่วประเทศ กรมการข้าวมีการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพด้วยวิธีการทำนาดำ รวมถึงองค์ความรู้ข้าวคาร์บอนต่ำให้กับศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการและเกษตรกรทั่วไปที่สนใจ ตลอดจนเชื่อมตลาดพรีเมี่ยมเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร” นายปุณนะ กล่าวสรุป
ที่มาของข่าว: ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวอื่นๆ

+ แผนผังเว็บไซต์ แผนผังเว็บไซต์

ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล
สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย


อาคารสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ชั้น 1-2
ซอยตรีมิตร ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 (แผนที่)
โทรศัพท์ 02-7136290-2, 02-713-6547-50, 02-7124402-7 ต่อ 211-213


ภายใต้งบประมาณการสนับสนุน
จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
Copyright © 2015 Iron and Steel Institute of Thailand.